หนังไทย ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรให้ไม่เหลือเธอ

จากกระแสปากต่อปากที่คำวิจารณ์ในทางลบสำหรับกลุ่มคนดูทั่วไปมักจะเสียงดังกว่าผู้ที่ชื่นชอบเสมอ ก็ทำให้รายได้ในสัปดาห์ที่ 2 ของหนังในเขตกรุงเทพและจังหวัดเชียงใหม่ (นับถึงวันที่ 2 มกราคม 2563 จากเพจชมรมวิจารณ์บันเทิง) ที่ 41 ล้านบาท ซึ่งคงจะปิดโปรแกรมได้อย่างเต็มที่ประมาณ 60 ล้านบาท ก็ยังห่างจากความสำเร็จทางรายได้ของฟรีแลนซ์ที่ทำไว้ 80 ล้านบาท

หนังไทย ฮาวทูทิ้ง

แม้ว่าที่สุดแล้ว หนังอาจจะบันเทิงสำหรับคนดูเฉพาะกลุ่ม (สำหรับคอหนังที่เคยดูหนังของเต๋อ นวพล จะเข้าใจนิยาม “หนังของเต๋อ” ได้เป็นอย่างดีว่าสไตล์การนำเสนอของเขาเป็นอย่างไร) หรือ “ทำงาน” กับคนดูที่มีประสบการณ์ชีวิตตรงกับเหตุการณ์อย่างเดียวกับตัวละครในเรื่อง (อ่านรีวิวฉบับเต็มของฮาวทูทิ้งได้ที่นี่) แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบแล้ว ก็มักจะเทคะแนนให้อย่างเช่น นักเขียนสองรางวัลซีไรต์อย่าง “วินทร์ เลียววาริณ” ที่เขียนไว้ในบทวิจารณ์บนเพจของตัวเอง โดยให้คะแนนหนัง 9.5/10 รวมถึงยกให้เป็น “1 ใน10 หนังที่ชอบที่สุดของปี 2019” ของเขาอีกด้วย

หนังเปิดด้วยชีวิตของ จีน กับเป้าหมายที่เต็มเปี่ยมพร้อม “Step การทิ้ง” ที่แบ่งเป็นข้อๆอย่างสนุกสนาน ความไหลลื่นในการทิ้งของเธอมาพร้อมกับความเย็นชาไร้หัวใจที่ไม่แคร์สิ่งของใดๆในชีวิต จนกระทั่งเธอถูกเบรก ด้วยเรื่องของเพื่อน เรื่องของพี่ชาย เรื่องของแม่ และเรื่องของแฟนเก่า ความไร้ชีวิตเหล่านั้นก็ถูกเติมเต็มเข้ามา (แบบที่เธอบอกกับเพื่อนว่าตนกำลังมีหัวใจ) เธอเริ่มหยุด และสำรวจทบทวนของแต่ละชิ้นอีกครั้ง ก่อนจะพบว่ามันเต็มไปด้วยความทรงจำ ทั้งที่เธอสร้างให้คนอื่น และคนอื่นสร้างให้เธอ มันมีเรื่องราวและคุณค่ามากกว่าแค่ของที่รู้สึกว่าต้องทิ้งเพราะมันรก

คอนฟลิกต์นี้ทำให้ชีวิตเธอปั่นป่วน จีน ไม่เพียงแต่ต้องดีลกับของ แต่เธอยังต้องดีลกับชีวิตคนมากมายที่วนเข้ามาให้เธอเลือกว่าจะทิ้งหรือเก็บไว้ แต่ในขณะเดียวกัน เธอเองก็ต้องยอมรับว่าคนอื่นนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะเก็บหรือทิ้งสิ่งต่างๆเฉกเช่นเดียวกับเธอด้วย นี่จึงเป็นเรื่องของ “การทิ้งและถูกทิ้ง” บทบาทที่ชีวิตมอบให้เราสลับกันไปมาอยู่เสมอ เพื่อให้เราเรียนรู้ความรู้สึกในทุกๆ แง่มุม

ประเด็นใน ฮาวทูทิ้ง ไม่ได้โฟกัสแค่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง จีน กับแฟนเก่าที่เธอทิ้งไปอย่างไม่ใยดี แต่ยังมีเรื่องของครอบครัวที่หนักหนาสาหัสเช่นเดียวกัน ประเด็นครอบครัวในหนังไม่เพียงแต่นำเสนอเรื่องของบาดแผลและรอยร้าวที่ไม่มีวันจางหายไปไหน (และไม่สามารถมูฟออนได้ง่ายๆเหมือนกับเรื่องแฟน) แต่ยังพูดถึงช่องว่างของช่วงวัยความสัมพันธ์และความขัดแย้งระหว่าง Gen ที่ชวนให้นึกถึงความสัมพันธ์ของ ซู กับ พ่อ ใน Where We Belong อยู่ไม่น้อย – สิ่งที่น่าสนใจคือ การมูฟออนอาจไม่ใช่ความจำเป็น

ทุกคนมีวิธีรับมือกับความทรงจำและความรู้สึกแตกต่างกัน เก็บไว้ก็อาจจะไม่เสียหาย ทิ้งไปก็อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่หนังบอกกับเราอย่างชัดเจนคือการป่าวประกาศว่าแท้จริงแล้ว “มนุษย์ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว” เราต่างเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตตัวเองเสมอ ซึ่งประเด็นดังกล่าวมันเล่นกับความเฉยชาไร้มนุษย์ในตอนต้นได้อย่างเจ็บแสบ

จนอดคิดไม่ได้ว่า หรือทางเดียวที่เราจะหลุดพ้นจากอดีตโดยสมบูรณ์แบบ คือการตัดขาดจากความรู้สึกโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องนึกเสียใจ ไม่ต้องนึกเสียดาย และไม่ต้องนึกรู้สึกผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนี่ยวรั้งให้ จีนเดินย้อนกลับไปยังเส้นทางชีวิตที่ขาดๆหายๆของตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ฮาวทูทิ้ง ไม่ใช่ภาพยนตร์ของ เต๋อ นวพล ที่เราชอบที่สุด (อย่างน้อยๆ เราก็ค่อนข้างมีส่วนร่วมทางความรู้สึกกับ ฟรีแลนซ์ฯ มากกว่าพอสมควร) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ยังเป็นผลงานที่น่าประทับใจและท้าทายกับความรู้สึกของเราอยู่ไม่น้อย หนังค่อยๆ คลายคอนเซ็ปต์ของความมินิมอล การทิ้ง การเก็บ ให้เราได้เข้าใจในหลายๆบริบทจนเริ่มรู้สึกเป็นหนึ่งกับมัน ผ่านความสัมพันธ์ทั้งในฐานะเพื่อน แฟน และครอบครัว ทั้งคนที่ยังอยู่ร่วมในชีวิตตอนนี้ และคนที่ผ่านเลยไปจนเราแทบจำไม่ได้

แน่นอนว่าหนังจู่โจมกับหัวใจของคนดูอยู่ไม่น้อย (ไปจนถึงหนักมาก) แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นเรื่องราวที่แสนงดงาม เพราะเชื่อว่าหลังดูจบคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการนึกย้อนความทรงจำของตัวเองผ่านสิ่งของ สถานที่
และสารพัดอย่างมากมายที่กลายเป็นเครื่องบันทึกความทรงจำขนาดย่อมในชีวิตเราไปแล้ว

และท้ายที่สุด มันไม่ใช่หนังที่ตัดสินว่าเราควรจะทิ้งหรือเก็บสิ่งที่ผ่านไป หากแต่เป็นการเฉลิมฉลองความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นและจะยังเป็นจริงตลอดไป ไม่ว่าคุณจะสนใจหรือไม่แยแสมันแล้วก็ตาม มันก็จะอยู่ตรงนั้น “ที่เดิม” เสมอ…